FACETITE TURBO

คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไร เหมาะกับใคร | Identity Dermatology Center​

FACETITE TURBO คือเทคโนโลยีสำหรับดูแลความกระชับและความเรียบของกรอบหน้า ใต้คาง และลำคอ โดยเป็นหัตถการแบบแผลเล็กในกลุ่ม RFAL (Radiofrequency-Assisted Lipolysis) ของ InMode ที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่มีทั้งส่วนภายในและภายนอกผิว เพื่อส่งพลังงานความร้อนอย่างควบคุมได้ไปยังเนื้อเยื่อใต้ผิว ช่วยดูแลทั้งเรื่อง soft tissue contraction และการปรับรูปทรงในบริเวณใบหน้าและลำคอโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่เหมือนการดึงหน้าแบบดั้งเดิม

จุดเด่นของ FACETITE TURBO คือการออกแบบหัวเครื่องให้เหมาะกับบริเวณใบหน้าและลำคอที่ต้องการความละเอียดในการรักษา โดย InMode ระบุว่า FaceTite Turbo เป็น handpiece แบบ minimally invasive ที่มี rigid cannula เพื่อช่วยเรื่องการควบคุม ความแม่นยำ และความปลอดภัยในการทำงานกับเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้าและคอมากขึ้น จึงมักถูกใช้ในเคสที่ต้องการดูแลความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า ใต้คาง หรือแนวกรามร่วมกับการปรับความคมชัดของ contour ใบหน้า

ในเชิงผลลัพธ์ FACETITE TURBO มักถูกใช้เพื่อดูแลเรื่อง ผิวหย่อนคล้อยบริเวณใบหน้าและลำคอ กรอบหน้าไม่ชัด เหนียง หรือเนื้อเยื่อใต้ผิวที่ทำให้รูปหน้าดูไม่กระชับ ทั้งนี้ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้า ปริมาณเนื้อเยื่อใต้ผิว ระดับความหย่อนคล้อย และแผนการรักษาที่แพทย์ออกแบบให้ในแต่ละบุคคล

FACETITE TURBO เหมาะกับใคร

FACETITE TURBO เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลความกระชับของใบหน้าและลำคอโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณกรอบหน้า ใต้คาง หรือคอ และต้องการให้ใบหน้าดูคมชัดและกระชับขึ้นในแผนการรักษาเดียว

ผู้ที่อาจเหมาะกับ FACETITE TURBO ได้แก่​

  1. ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัด หรือแนวกรามดูไม่คมชัด
  2. ผู้ที่มีเหนียงหรือเนื้อเยื่อสะสมบริเวณใต้คาง
  3. ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยบริเวณแก้มล่าง กรอบหน้า หรือบริเวณคอ
  4. ผู้ที่ต้องการให้ผิวและเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้าดูแน่นขึ้นและกระชับขึ้น
  5. ผู้ที่ต้องการหัตถการแบบแผลเล็ก และต้องการทางเลือกที่มีความรุกล้ำน้อยกว่าการผ่าตัดดึงหน้าแบบเต็มรูปแบบ

ข้อควรรู้​

  • ความเหมาะสมของการรักษาควรประเมินโดยแพทย์ก่อนทุกครั้ง
  • หากมีผิวส่วนเกินหรือความหย่อนคล้อยในระดับมาก อาจต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมว่าเหมาะกับ FACETITE TURBO หรือควรใช้แนวทางการรักษาอื่นร่วมด้วย
  • แผนการรักษาในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้า ระดับความหย่อนคล้อย และปัญหาของเนื้อเยื่อใต้ผิว

FACETITE TURBO ขั้นตอนการทำ

โดยทั่วไป การทำ FACETITE TURBO จะเริ่มจากการประเมินรูปหน้า ความหย่อนคล้อย และบริเวณที่ต้องการดูแล เพื่อให้แพทย์สามารถออกแบบการรักษาได้เหมาะกับปัญหาของแต่ละบุคคล และเลือกตำแหน่งการรักษาให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ต้องการ

ขั้นตอนการทำโดยทั่วไป

  1. ประเมินปัญหาและวางแผนการรักษา
    แพทย์ประเมินกรอบหน้า ใต้คาง แนวกราม และลำคอ รวมถึงความหย่อนคล้อยของผิวและเนื้อเยื่อใต้ผิวในบริเวณที่ต้องการดูแล
  2. ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล
    กำหนดบริเวณที่จะทำ แนวทางการปรับ contour และระดับการรักษาให้เหมาะกับลักษณะใบหน้าและปัญหาของแต่ละคน
  3. เตรียมผิวและให้ยาชาตามแผนการรักษา
    FaceTite มักเป็นหัตถการแบบ minimally invasive ที่ทำภายใต้ local anesthesia หรือในบางกรณีอาจใช้ light sedation ตามแผนของแพทย์และบริเวณที่ทำ
  4. เริ่มทำการรักษา
    แพทย์จะเปิดจุดขนาดเล็กเพื่อสอด cannula เข้าไปใต้ผิว ขณะที่หัวอีกด้านสัมผัสอยู่บนผิวด้านนอก จากนั้นพลังงาน RF จะถูกส่งผ่านระหว่างสองตำแหน่งเพื่อให้เกิดความร้อนอย่างควบคุมได้ในเนื้อเยื่อ ช่วยดูแลความกระชับของผิวและปรับรูปทรงในบริเวณที่รักษา
  5. ประเมินบริเวณที่ทำหลังเสร็จสิ้นการรักษา
    หลังทำอาจมีอาการบวม ช้ำ รู้สึกตึงผิว หรือมีของเหลวซึมเล็กน้อยจากจุดเปิดแผลในช่วงแรก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้จากหัตถการลักษณะนี้
  6. ใส่ compression garment และรับคำแนะนำหลังทำ
    ในหลายกรณีแพทย์จะให้ใส่ garment บริเวณใบหน้า/คอตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยลดบวมและช่วยพยุงเนื้อเยื่อในช่วงพักฟื้น

ระยะเวลาทำ FACETITE TURBO

ระยะเวลาในการทำ FACETITE TURBO ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษา ขนาดพื้นที่ที่ต้องการดูแล และแผนการรักษาของแต่ละบุคคล โดยทั่วไป มักใช้เวลาประมาณ 45-90 นาที สำหรับตัวหัตถการ แต่เวลาโดยรวมในวันที่ทำอาจนานกว่านี้จากขั้นตอนการเตรียมก่อนทำ การให้ยาชา และการดูแลหลังทำทันที

ระยะเวลาอาจแตกต่างกันตามปัจจัยต่อไปนี้

  1. ขนาดของบริเวณที่ต้องการดูแล
    หากเป็นเฉพาะใต้คางหรือกรอบหน้าบางส่วน อาจใช้เวลาน้อยกว่า แต่หากทำร่วมกับลำคอหรือหลายบริเวณ ระยะเวลาอาจมากขึ้น
  2. ระดับความหย่อนคล้อยและปริมาณเนื้อเยื่อใต้ผิว
    แต่ละเคสอาจใช้เวลาในการรักษาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับลักษณะเนื้อเยื่อและเป้าหมายของการรักษา
  3. ขั้นตอนการเตรียมก่อนทำและดูแลหลังทำทันที
    เช่น การเตรียมผิว การให้ยาชา และการใส่ garment หลังทำ

ข้อควรรู้

  • ระยะเวลาจริงควรขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
  • ระยะฟื้นตัวและเวลาที่กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและแต่ละบริเวณที่ทำ

การดูแลหลังทำ FACETITE TURBO

หลังทำ FACETITE TURBO อาจมีอาการบวม ช้ำ เจ็บตึง รู้สึกตึงผิว หรือมีของเหลวซึมเล็กน้อยจากจุดเปิดแผลในช่วงแรก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้จากหัตถการที่ทำงานกับเนื้อเยื่อใต้ผิวและชั้นไขมันบางส่วน การดูแลหลังทำอย่างเหมาะสมเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ดี

การดูแลหลังทำที่แนะนำ

  1. ใส่ compression garment ตามคำแนะนำของแพทย์
    หลายแนวทาง aftercare แนะนำให้ใส่ garment ต่อเนื่องในช่วงแรกหลังทำ และต่อเนื่องตามเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อช่วยลดบวมและช่วยพยุงเนื้อเยื่อระหว่างการฟื้นตัว
  2. ดูแลแผลขนาดเล็กให้สะอาดและแห้ง
    หากมีจุดเปิดแผลขนาดเล็ก ควรทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการขัดถูหรือรบกวนแผลในช่วงแรก
  3. พักผ่อนและหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักในช่วงแรก
    หลายเอกสารแนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้บวมมากขึ้นในช่วงแรกหลังทำ และบางแห่งแนะนำให้นอนยกศีรษะสูงเพื่อช่วยลดอาการบวม
  4. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหรือกิจกรรมที่อาจรบกวนแผล
    เช่น ว่ายน้ำ อ่างน้ำร้อน หรือกิจกรรมที่ทำให้แผลแช่น้ำเป็นเวลานาน จนกว่าแพทย์จะประเมินว่าเหมาะสม
  5. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจระคายเคืองผิวในช่วงแรก
    เอกสารบางแห่งแนะนำให้หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ระคายเคือง เช่น retinol หรือกรดผลัดผิว ในช่วงที่ผิวยังฟื้นตัว โดยระยะเวลาควรยึดตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา
  6. สังเกตอาการผิดปกติ หากมีอาการปวดมากผิดปกติ บวมมากขึ้น แดงมาก มีไข้ หรือมีอาการอื่นที่น่ากังวล ควรติดต่อคลินิกทันที

ข้อควรรู้

  • อาการบวม ช้ำ และความตึงของผิวอาจพบได้ในช่วงแรกหลังทำ
  • ระยะฟื้นตัวของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษาและแผนการรักษาที่ได้รับ
  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือคลินิกเป็นหลักในทุกกรณี